Wednesday, December 2, 2015

ข้าวผัดฮกเกี้ยน














หลายๆคนที่ชอบทานข้าว (ราด) หน้าไก่ คิดว่าเมนูข้าวผัดฮกเกี้ยน คงจะกลายเป็นเมนูโปรดเพิ่มขึ้นอีกเมนูหนึ่ง จากการนำเสนอของ คุณโจ-โชติวิทย์ เตชะอุบล ลูกชายคนโตของนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ของเมืองไทย ดร.อภิชัย เตชะอุบลที่กำลังถูกปลุกปั้นให้เป็นเถ้าแก่น้อยตั้งแต่เข้าสู่วัยเบญจเพส โดยมานั่งเก้าอี้ซีอีโอของบริษัท JC KEVIN Food & Beverage คุมธุรกิจด้านอาหาร ซึ่งมีทั้งหมด 5 แบรนด์ คือ ร้านอาหารอิตาเลียน Signor Sassi ชั้นจี พารากอน, Nova Tea Room ที่ชั้น 9 เอ็ม ควอเทียร์, ภัตตาคารอาหารจีนและซีฟู้ด Zheng Dou ที่ชั้น 37 รร.อนันตรา ถ.นราธิวาสราชนคินทร์ และที่ ฮาฮา พาราไดซ์ พาร์ค และยังมีที่จะตามมาอีกในต้นปีหน้าคือ ภัตตาคาร Qin, ภัตตาคารโอเชี่ยน ซีฟู้ด มาร์เก็ต และภัตตาคารอาหารจีน Zheng Dou ที่กำลังจะขยายสาขาเพิ่มอีก


หนุ่มโจบอกว่า ด้วยความที่เขามีความสนใจเรื่องอาหารอยู่บ้าง เพราะจะตามคุณพ่อไปทานอาหารนอกบ้านบ่อยๆ ส่วนเรื่องทำอาหารเพิ่งจะเริ่มทำจริงจังเมื่อประมาณ 2 ปีนี่เอง โดยเรียนรู้จากคุณแม่บ้างและแม่บ้านบ้าง พอเริ่มจะคุ้นเคยกับการใช้เครื่องครัวเป็น ก็จะสนุกกับการทำอาหารมากขึ้น โดยซื้อตำราอาหารและดูจากรายการ cooking ทางทีวี แล้วมาดัดแปลงสูตรเอา ที่ทำทานตอนอยู่อังกฤษ ไม่ใช่ทำเป็นแต่ผัดซีอิ๊ว ผัดไทย ข้าวผัด หนุ่มโจคุยว่า ยังทำพาสต้า สเต๊ก ได้อีกด้วย และด้วยความที่ชอบทานอาหารจีนเป็นพื้นฐาน วันนี้จึงขอโชว์ฝีมือข้าวผัดฮกเกี้ยน


เครื่องปรุง : กุ้ง/เป๋าฮื้อ/เนื้อเป็ดและเนื้อไก่หั่นเต๋า/ไข่ไก่/กุนเชียง/หอยเชลล์แห้ง/ก้านคะน้าหั่นชิ้นเล็กๆ/เห็ดหอมหั่นชิ้นเล็ก/ มะเขือเทศ เอาเมล็ดออกหั่นเต๋า/น้ำซุปกระดูกไก่ผสมกระดูกหมู


วิธีทำ
1) ลวกผักทั้งหมดแค่สะดุ้งไฟ
2)ในส่วนของเนื้อสัตว์ทั้งหมด ยกเว้นเป๋าฮื้อ ทอดในน้ำมันแค่สุกเล็กน้อย
3) ผัดข้าวกับไข่จนร่วนหอมแล้วตักขึ้นพักไว้


4) ตั้งกระทะใหม่ นำส่วนผสมทั้งผักและเนื้อสัตว์ลงผัด ปรุงรสด้วยน้ำตาล น้ำมันหอย ซีอิ๊วขาว ซีอิ๊วดำนิดหน่อยแค่ให้มีสีสัน และตามด้วยน้ำซุป สุดท้ายเติมแป้งมันฮ่องกงละลายน้ำ เพื่อให้น้ำซุปมีความหนืด และเหยาะน้ำมันไก่ให้เป็นเงาและหอมตบท้าย
5) ตักราดข้าวที่ผัดไว้แล้วพร้อมเสิร์ฟทันที.





ลบฝันร้าย เรียกความหวัง! ไขทุกนอต เจาะลึกขาเทียมช่วย 'ปอ ทฤษฎี' คืนวงการ















หากสามารถกำหนดชีวิตของตัวเองได้ คงไม่มีใครอยากเป็นคนพิการขาขาดไม่ว่าจะรับรู้ก่อนถูกตัดขา หรือตื่นขึ้นมาแล้วพบว่าอวัยวะส่วนหนึ่งต้องขาดหายไปก็ตาม จึงเป็นเรื่องยากในการยอมรับความจริงที่เกิดขึ้น และสิ่งที่สำคัญที่สุดสิ่งหนึ่งที่เปรียบเสมือนชีวิตใหม่ของคนพิการขาขาดนั่นคือ ขาเทียม
ขาเทียม เป็นอุปกรณ์พิเศษที่ปลุกฝันร้ายจากคนที่เดินไม่ได้ สามารถกลับมาเดินและใช้ชีวิตได้อย่างคนปกติทั่วไป ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ ขอพาผู้อ่านไปพบกับสิ่งมหัศจรรย์ ความฝันของผู้พิการที่ปรารถนาจะกลับมาใช้ชีวิตอย่างคนปกติอีกครั้ง


สถาบันสิรินธรฯ ชี้ เบาหวานสาเหตุหลักถูกตัดขา
ข้อมูลจาก สถาบันสิรินธรเพื่อการฟื้นฟูสมรรถภาพทางการแพทย์แห่งชาติ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข พบว่า ในประเทศไทยมีจำนวนคนพิการขาขาด โดยมีความจำเป็นที่จะต้องใส่ขาเทียม จำนวน 40,000 กว่าราย
สำหรับสาเหตุของการสูญเสียขานั้น ในอดีตเกิดจากอุบัติเหตุระบบขนส่งมวลชนทางบกเป็นหลัก แต่ปัจจุบันช่วง 5 ปีที่ผ่านมา สาเหตุส่วนใหญ่ของการถูกตัดขากลับเป็นเพราะอาการป่วยโรคเบาหวาน คือ ระบบเส้นเลือด ซึ่งพุ่งสูงแซงเข้ามาอยู่ในอันดับหนึ่ง รองลงมาเกิดจากการติดเชื้อ เช่น กระดูกหัก ติดเชื้อพังผืด และไม่ได้รับการรักษาทำให้ขาเน่า จึงจำเป็นต้องตัดขาออกเพื่อรักษาชีวิต


ด้าน พญ.ดารณี สุวพันธ์ ผอ.สถาบันสิรินธรเพื่อการฟื้นฟูสมรรถภาพทางการแพทย์แห่งชาติ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ได้ร่วมให้ความรู้เรื่องขาเทียมกับทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ โดย พญ.ดารณี เผยว่า ระดับของการตัดขามี 8 ระดับ ได้แก่ 1. ตัดนิ้วเท้า 2. ตัดที่ฝ่าเท้า 3. ตัดที่ข้อเท้า 4. ตัดใต้เข่า หรือเหนือข้อเท้า 5. ตัดระดับเข่า 6. ตัดเหนือเข่า 7. ตัดระดับสะโพก 8. ตัดระดับกระดูกเชิงกราน
ทั้งนี้ ในจำนวนผู้ที่ถูกตัดขา 40,000 กว่ารายในประเทศไทย ส่วนใหญ่จะถูกตัดขาในระดับที่ 4 คือ ตัดใต้เข่า หรือที่เรียกว่า เหนือข้อเท้า โดยมีจำนวน 51% สูงเป็นอันดับที่ 1 รองลงมาเป็นระดับที่ 6 ตัดเหนือเข่า 32%


ขาเทียมแกนนอก - ขาเทียมแกนใน ต่างกันอย่างไร?
พญ.ดารณี อธิบายถึงประเภทของขาเทียมว่า ขาเทียมจะแบ่งเป็น 2 ประเภทตามลักษณะแกนของขาเทียม โดยประเภทแรกเป็น ขาเทียมแกนนอก เป็นระบบขาเทียมใช้ไม้ หรือโฟมอัดแน่นเป็นแกนขา และหุ้มด้วยพลาสติกเรซิน เพื่อป้องกันการสึกกร่อนและมีความสวยงามคล้ายขาจริง แต่ขาจะมีความแข็ง ซึ่งขาเทียมแกนนอก จะใช้โครงสร้างภายนอกเป็นตัวรับน้ำหนัก และประเภทที่สอง ขาเทียมแกนใน หรือ ขานิ่ม เป็นขาเทียมใช้แกนขาเป็นโลหะ หรือพลาสติกเป็นแกน สามารถใช้งานแบบเปลือย หรือหุ้มด้วยโฟมเพื่อความสวยงาม ทำให้มีความนุ่มคล้ายกับขาจริง


ขณะเดียวกัน น.ส.วาวแวว ว่องเอกลักษณ์ นักกายอุปกรณ์ชำนาญการ ผู้คลุกคลีกับการทำขาเทียมได้อธิบายเพิ่มเติมว่า ขาเทียมแกนนอกจะมีน้ำหนักมากกว่าขาเทียมแกนใน โดยเฉพาะวัสดุแกนขาที่ทำจากไม้ ในเรื่องความคงทนแข็งแรง ขาเทียมแกนนอกจะมีอายุการใช้งานที่สั้นกว่าขาเทียมแกนใน เพราะวัสดุที่ทำจากไม้เมื่อโดนความชื้น เหงื่อ หรือไอทะเล จะทำให้พังง่าย ขาเทียมแกนนอกหากเกิดการแตกหัก หรือเกิดความเสียหายขึ้นกับส่วนประกอบของขาเทียมส่วนใดส่วนหนึ่งจะต้องผลิตใหม่ทั้งชิ้น เนื่องจากการผลิตเป็นชิ้นส่วนที่ติดต่อกันทุกส่วน ส่วนขาเทียมแกนใน สามารถถอดเปลี่ยนได้ จึงเป็นการลดการสิ้นเปลืองทรัพยากร
นอกจากนี้ ขาเทียมแกนในจะมีการเก็บพลังงาน เมื่อลงน้ำหนักแล้วยกกลับขึ้นมาจะมีพลังงานคืนกลับ เวลาเดินก็จะง่ายขึ้น ช่วยเวลาลงน้ำหนักและก้าวไปข้างหน้าจะง่ายขึ้น และใช้คุณสมบัติของคาร์บอนไฟเบอร์ที่มีการคืนตัว เวลาเดินจะเสมือนจริงกว่า และมีราคาแพงกว่าด้วย


ค่าใช้จ่ายขาเทียม เริ่มหลักพันจนถึงหลักล้าน!
ผอ.สถาบันสิรินธรฯ เผยถึงเรื่องค่าใช้จ่ายของขาเทียมว่า ราคาของขาเทียมและเท้าเทียมจะขึ้นอยู่กับเทคโนโลยีระบบข้อ ซึ่งกลไกข้อขาเทียมมีหลายรูปแบบ ถ้าเป็นรุ่นที่ใช้งานง่ายๆ กลไกไม่ซับซ้อนราคาจะถูก แต่ถ้ามีกลไกข้อเข่าที่มากขึ้นราคาก็จะแพงตามไปด้วย ซึ่งราคาขาเทียมมีตั้งแต่ระดับพันถึงระดับล้าน สูงที่สุดตอนนี้คือสามล้านบาท ส่วนในประเทศไทยส่วนใหญ่จะใช้ขาเทียมแบบขั้นพื้นฐาน ซึ่งถ้าเป็นการตัดเหนือหัวเข่าราคาจะอยู่ราวๆ 30,000 บาท แต่ถ้าเป็นการตัดใต้เข่าราคาก็จะอยู่ที่ 12,000 บาท
นอกจากนี้ ยังมีขาเทียมรุ่นพิเศษสำหรับบุคคลที่มีร่างกายแข็งแรง อายุยังไม่มาก สามารถใช้ประโยชน์ในการประกอบอาชีพได้ และขาจะต้องตรงกับลักษณะที่จะใส่รุ่นพิเศษ โดยจะต้องผ่านการตรวจของแพทย์และมีคณะกรรมการกลั่นกรองจึงจะได้รุ่นพิเศษนี้ เนื่องจากมีราคาสูง ข้างละ 70,000 บาทขึ้นไป
สำหรับอายุการใช้งานระหว่างขาเทียมราคาแพงและขาเทียมทั่วไปไม่ได้แตกต่างกัน ซึ่งปกติแล้วจะอยู่ประมาณ 3 ปี ทางสถาบันฯ จะให้เบิกใหม่ได้ทุกๆ 3 ปี และสามารถซ่อมแซมได้ปีละ 1 ครั้ง เพราะส่วนที่เป็นเท้าด้านนอกจะพังก่อนเพราะต้องรับน้ำหนักตัวและสัมผัสกับพื้นผิวมาก


ขาเทียมสุดล้ำ! ฝังชิพบันทึกการเดินเลียนแบบตัวตนมากที่สุด
ปัจจุบันนวัตกรรมขาเทียมพัฒนาไปไกลมาก โดยเป้าหมายหลักเพื่อให้คนพิการสามารถเดินได้เสมือนคนปกติ พญ.ดารณี กล่าวว่า นวัตกรรมข้อเข่าเทียมเป็นนวัตกรรมที่พัฒนาสูงมาก โดยใช้ระบบไมโครโปรเซสเซอร์ มีชิพฝังไว้ในข้อเข่า และก่อนใส่จะมีการปรับลักษณะการเดินให้ใกล้เคียงกับตัวผู้ใส่มากที่สุดไม่ว่าจะเป็นความยาวของการก้าว ความเร็ว การลงน้ำหนัก ซึ่งจะบันทึกโดยระบบคอมพิวเตอร์ เมื่อเดินบ่อยๆ ตัวไมโครโปรเซสเซอร์จะเก็บข้อมูลและจำลักษณะท่าทางของผู้ใส่ไว้ก่อนที่จะสั่งการออกมาให้เดินได้เป็นตัวเราปกติ เหมือนกับว่ามีกลไกสมองอีกจุดที่ฝังอยู่บนข้อเข่า ทำให้เดินคล่องขึ้นใกล้เคียงตัวเรามากที่สุด เพราะท่าเดินแต่ละคนไม่เหมือนกัน
และนวัตกรรมเรื่องของข้อเท้าได้พัฒนาตามมาเช่นกัน ปัจจุบันนี้มีกลไกที่ออกแบบโดยใช้คาร์บอนไฟเบอร์เป็นวัสดุชนิดหนึ่งที่มีการยืดหยุ่น สามารถเก็บพลังงานทำให้เมื่อเดินแล้วไม่เหนื่อย และยังมีการกระดกเท้าขึ้นลง เอียงซ้ายขวาได้ ส่วนอนาคตข้างหน้า คงจะทำแบบข้อเข่า คือ มีการฝังไมโครชิพไว้ที่ข้อเท้า


แพทย์ เชื่อ! ปอ ทฤษฎีใส่เท้าเทียมไม่เป็นอุปสรรคต่อการเล่นละคร
พญ.ดารณี กล่าวต่อว่า สำหรับเท้าเทียมที่มีเทคโนโลยีระดับสูงในประเทศไทย จะมีราคาอยู่ที่ประมาณ 150,000 บาท ซึ่งผลิตจากคาร์บอนไฟเบอร์ทำให้แข็งแรงทนทานและน้ำหนักเบา มีคุณสมบัติพิเศษ คือ มีสปริงที่ช่วยในการลงน้ำหนักของเท้าทำให้ท่าทางการเดินสวยงามใกล้เคียงกับธรรมชาติ และช่วยดูดซับแรงกระแทกขณะลงส้น สามารถบิดตัวและตะแคงได้เล็กน้อยบนพื้นผิวที่ไม่เรียบ และยังสามารถดูดซับพลังงานสะสมหรือแรงดีด จากตัว Energy Storage ก่อนที่จะคลายพลังงานออกมาในจังหวะที่ก้าวไปข้างหน้า เพื่อให้เวลาเดินแล้วไม่เหนื่อย ผู้ใช้จะใช้พลังงานในการเดินลดลง เหมาะสำหรับขาเทียมระดับใต้เข่า
ในกรณีของคุณ ปอ ทฤษฎี ถ้าสภาพร่างกายกลับมาเป็นปกติทุกอย่าง การตัดขาเหนือข้อเท้าที่ไม่สูงมาก จะไม่เป็นอุปสรรคในการเล่นละคร ยิ่งถ้าการตัดขาออกไปไม่มาก การใช้ขาเทียมและฝ่าเท้าเทียมที่มีเทคโนโลยีชั้นสูงจะทำให้ท่าทางการเดินเป็นธรรมชาติ เนื่องด้วยนวัตกรรมของขาเทียมสมัยใหม่ ทำให้สามารถดำรงชีวิตได้อย่างอิสระ ยิ่งถ้าตัดระดับใต้เข่า เมื่อใส่ขาเทียมแล้วสามารถเดินได้เหมือนคนปกติ และถ้าใส่กางเกงขายาวปิดยิ่งไม่มีใครรู้ บางคนวิ่งได้ไวกว่าคนปกติอีก และหลังจากฟื้นตัวแล้ว น่าจะใช้ระยะเวลาประมาณ 1 เดือน ก็คงเดินได้ปกติ แต่ขึ้นอยู่กับแผลที่ตัดด้วย ถ้าแผลหายไวซึ่งคาดว่าไม่น่าจะเกิน 2 อาทิตย์ ก็จะสามารถหล่อเบ้าเพื่อใส่ในตอขาได้เร็ว เมื่อหล่อเบ้าและใส่ขาเทียมเสร็จก็จะฝึกเดินและปรับความคุ้นเคยได้เร็วขึ้น ผอ.สถาบันสิรินธรฯ กล่าวให้กำลังใจ


ปัจจุบันคนไทยให้ความสำคัญกับคนพิการแค่ไหน?
หากพูดถึงเรื่องคนพิการ สังคมไทยมีแนวโน้มให้ความสนใจและให้ความสำคัญมากขึ้น รวมถึงยังคอยช่วยเหลือเกื้อกูลอยู่เสมอมา แต่กระนั้นแล้ว สิ่งอำนวยความสะดวกให้แก่คนพิการอาจจะยังน้อยเกินไป ซึ่งถ้ามีอุปกรณ์ที่อำนวยความสะดวกให้คนพิการที่เพียงพอ จะทำให้สามารถใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างปกติสุข ทำงานสร้างรายได้ให้ประเทศมากขึ้นด้วย
พญ.ดารณี ยกตัวอย่างให้เห็นภาพชัดเจนขึ้นว่า กลุ่มที่มีปัญหาทางการเคลื่อนไหว เมื่อเดินไม่ได้ต้องทำทางลาดให้ ประตูห้องน้ำต้องบานใหญ่เพื่อให้รถเข็นเข้าได้ สิ่งอำนวยความสะดวกเหล่านี้มีความจำเป็นมากขึ้นไม่ได้เฉพาะกับคนพิการแต่สำหรับคนชราด้วย แต่ในเมืองไทยยังถือว่าน้อยไป เพราะคนไทยยังไม่ตื่นตัวกับเรื่องเหล่านี้
ไม่ได้หมายความว่าคนไทยไม่ให้ความสำคัญ แต่เป็นเพราะภาครัฐยังให้ความรู้ความเข้าใจกับสังคมไทยน้อยเกินไป ถ้าสังคมตื่นตัวและรู้ว่าเรื่องเหล่านี้มีความจำเป็น เชื่อว่าคนไทยต้องสนใจในเรื่องนี้มากขึ้นและจะมีการสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกให้คนพิการเพิ่มมากขึ้นแน่นอน ผอ.สถาบันสิรินธรฯ ฝากคำแนะนำทิ้งท้าย.



Official Website: http://microify.com/iHo

ต้องอ่าน! รวม 'ราชาศัพท์' ที่ใช้ผิดมากช่วงเฉลิมพระชนมพรรษา 'พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว'














ถือว่าเป็นเรื่องที่หลายคนมองข้าม จะโดยไม่รู้หรือรู้แบบผิดๆ มา เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 88 พรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 5 ธันวาคม 2558 ทุกหน่วยงานได้ร่วมแสดงความจงรักภักดีผ่านการขึ้นคัตเอาต์ หรือเว็บไซต์ แต่พบว่ายังมีราชาศัพท์ที่ใช้ผิดกันมาก และจากการสังเกตพบว่ามีคำหลักๆ ซึ่งไม่ควรละเลย ต้องระวังตรวจสอบเสมอเพื่อใช้ให้ถูกต้อง และสมพระเกียรติ ไทยรัฐออนไลน์รวมมาให้ความรู้กัน

1.
การเขียน "พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว" ไม่ต้องเติมไปยาลน้อย (ฯ)
ดังที่ควรทราบว่าการเขียน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไม่ต้องมี ฯ (ไปยาลน้อย) ต่อท้าย เพราะหากมี นั่นแสดงว่าเรากำลังจะหมายถึง เจตนาเขียนพระราชนามโดยย่อ เพื่อระบุเจาะจงว่า เป็นพระมหากษัตริย์ พระองค์ไหน เช่น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช หรือ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช 

ทั้งนี้เจ้าหน้าที่สำนักพระราชวังได้ชี้แจงว่า คำว่า "พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว" คือ พระราชอิสริยยศ/ฐานันดรศักดิ์ พระมหากษัตริย์ ฉะนั้น ในเมื่อทราบกันดีว่า ปัจจุบัน เรามีพระมหากษัตริย์เพียงพระองค์เดียว และมีพระราชนามใด ตลอดจนหมายถึงพระองค์ใด ฉะนั้น จึงเขียนเพียง "พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว" เท่านั้น ไม่ต้องมี ฯ ตามหลัง

2. "ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม ขอเดชะ" ใช้ให้ถูก
เป็นคำลงท้ายที่ใช้แก่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เท่านั้น ขอให้พึงสังเกตทุกครั้งที่เขียนคำนี้ หลัง "ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม" จะต้องวรรค ทุกครั้ง แล้วจึงตามด้วย "ขอเดชะ" เพราะเป็นคำสองคำมาใช้รวมกัน หลายสื่อและหลายหน่วยงานต่างๆ รวมถึงหลายท่านๆ มักจะเขียนติดกัน ซึ่ง ผิด กล่าวคือ ต้องพูดหรือเขียนว่า ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม ขอเดชะ

ซึ่งแปลเข้าใจง่ายๆ ว่า "ขอเดชะ" แปลว่า ขอบุญญาบารมีจากเจ้านาย
"ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม" แปลว่า คุ้มหัวเรา...รวมความได้ว่า ขอบุญญาบารมีจากเจ้านาย (เจ้านาย-เป็นคำโบราณเมื่ออ้างถึงพระบรมวงศานุวงศ์) คุ้มหัวเราให้มีความสุขความเจริญ
(สำหรับ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร และ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ใช้คำลงท้ายว่า "ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม" แต่เพียงนี้ ไม่ต้องมี ขอเดชะ ตามหลัง)
3."ทีฆายุโก โหตุ มหาราชา"
หลายครั้งที่เราเห็นหน่วยงานใหญ่บางแห่ง ขึ้นคัตเอาต์ขนาดใหญ่เขียน "ฑีฆา" (ใช้ ฑ-นางมณโฑ) เขียนผิด ที่ถูกต้องเป็น ท-ทหาร (ทีฆ ทีฆา = ยาว) และต้องเขียนโดยเคาะวรรคแบบนี้ "ทีฆายุโก โหตุ มหาราชา" จึงจะถูกตามราชบัณฑิตยสถานกำหนด และหากจะใช้คำว่า "ทีฆายุโก โหตุ มหาราชา" แล้ว ก็ไม่ต้องใช้ "ขอพระองค์ทรงพระเจริญ" เพราะสองคำนี้่ ความหมายเหมือนกันแปลว่า ขอให้มีอายุยืนยาวนาน
4.คำว่า "อายุ" สำหรับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ต้องใช้ "พระชนมพรรษา" ไม่ใช่ "พระชนมายุ"
คำว่า พระชนมพรรษา (พฺระ-ชน-มะ- พัน-สา) แปลว่า ขวบปีที่เกิด อายุ. เป็นคำราชาศัพท์ สำหรับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ. ใช้ว่า มีพระชนมพรรษา หรือ ทรงเจริญพระชนมพรรษา เช่น ในปีพุทธศักราช 2558 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเจริญพระชนมพรรษา 88 พรรษา

รวมไปถึงคำถวายพระพรชัยมงคล สำหรับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ต้องใช้คำว่า "ขอพระองค์ทรงพระเจริญ มีพระชนมพรรษายิ่งยืนนาน" ไม่ใช่ "มีพระชนมายุยิ่งยืนนาน" (คำว่า "พระชนมายุ" ณ ปัจจุบัน ใช้แทนคำว่า "อายุ" แก่ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร และสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี)
และ หลังพรรษา ไม่ต้องมีคำว่า "ครบรอบ" เช่น มีพระชนมพรรษาครบรอบ....พรรษา" เพราะคำว่า "ครบรอบ" จะใช้ต่อเมื่อครบรอบนักษัตรเท่านั้น (หารด้วย 12 ลงตัว) การใช้ที่ถูกเช่น "ทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 7 รอบ" หรือ "ทรงเจริญพระชนมพรรษาครบรอบ 84 พรรษา" หรือครบรอบ 60 ปี ทรงครองสิริราชสมบัติ แบบนี้ ใช้ได้ 

5.ต้องใช้ "เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา..." ไม่ใช่ "เนื่องในวโรกาส..." มีคนจำนวนมากกล่าวถึงการพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษาว่า "เนื่องในวโรกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา" ซึ่งใช้ผิด เพราะคำว่า "วโรกาส" มีธรรมเนียมการใช้เฉพาะเมื่อ "ขอโอกาส" จากพระมหากษัตริย์หรือพระราชวงศ์ กล่าวคือ หากจะขอโอกาสพระมหากษัตริย์ ใช้ราชาศัพท์ว่า ขอพระราชทานพระบรมราชวโรกาส

เมื่อ ขอโอกาสสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ, สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร, สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ใช้ราชาศัพท์ว่า ขอพระราชทานพระราชวโรกาส

และเมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงให้โอกาส ใช้ราชาศัพท์ว่า พระราชทานพระบรมราชวโรกาสเมื่อ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร และสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงให้โอกาส ใช้ราชาศัพท์ว่า พระราชทานพระราชวโรกาส พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ ให้โอกาส ใช้คำว่า ประทานพระวโรกาส ดังนั้น ในกรณีอื่นๆ นอกจากการ "ขอโอกาส" และการ "ให้โอกาส" แล้ว จะไม่ใช้คำว่า "วโรกาส" แต่ให้ใช้ว่า "โอกาส" 

6.ควรใช้ "ถวายพระพร" หรือ "ถวายชัยมงคล" หรือ "ถวายพระพรชัยมงคล"
มีผู้รู้บอกว่า "ถวายพระพร" เป็นคำที่พระสงฆ์ใช้กับพระบรมวงศานุวงศ์ ฉะนั้น สำหรับเราทั้งหลายซึ่งเป็นสามัญชนโดยทั่วไป ท่านจึงแนะนำให้ใช้ว่า "ถวายชัยมงคล" แต่คนทั่วไปก็ชอบที่จะพูดและเขียนว่า "ถวายพระพร" ซึ่งผิด ปัจจุบัน อนุโลมให้ใช้เพื่อกล่าวโดยรวม หากว่าการนั้น มีผู้แสดงความจงรักภักดีและร่วมลงนาม มีทั้งพระและสามัญชน จึงให้ใช้คำว่า "ถวายพระพรชัยมงคล" ส่วนคำว่า "ถวายพระพร" ให้ใช้ได้แต่กับการลงนามถวายพระพรเท่านั้น
7.ระหว่าง "ราชัน" กับ "ราชันย์" ต้องใช้คำไหน
สำหรับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ต้องเขียนว่า "ราชัน" "องค์ราชัน" "เทิดไท้องค์ราชัน" ทั้งนี้ ควรทราบว่า "ราชัน" แปลว่า พระราชา หรือ พระมหากษัตริย์ ส่วน ราชันย์ ราชัน+ย์ หากเติม ย์ จะแปลว่า เชื้อสายพระมหากษัตริย์ จึงควรระวังในการเขียน เพราะหากเราใช้กับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ว่า "ราชันย์" นอกจากจะใช้ผิดแล้ว ยังเท่ากับว่า เราไปลดพระราชอิสริยยศของพระองค์ท่าน ซึ่งเป็นการกระทำสิ่งมิบังควรโดยไม่ตั้งใจ แต่ยังเห็นมีใช้ผิดกันมาก

8.ต้องใช้คำว่า "แสดงความจงรักภักดี" อย่าใช้ผิดเป็น "ถวายความจงรักภักดี"
ช่วงนี้ พบว่าหนังสือพิมพ์หลายฉบับ โทรทัศน์หลายช่อง มักใช้คำว่า "ถวายความจงรักภักดี" "ขอเชิญประชาชนร่วมถวายความจงรักภักดี" จนเกือบจะชินหูชินตา และหลายคนคิดว่าถูก แล้วจำไปใช้แบบผิดๆ
แท้จริงแล้ว "ความจงรักภักดี" จะนำมาถวายกันไม่ได้ หรือ ยกให้กันไม่ได้ เพราะเป็นคุณลักษณะส่วนบุคคล เป็นนามธรรม ควรทราบว่าการใช้คำว่า "ถวายความจงรักภักดี" เป็นการใช้คำไม่ถูกต้องตามหลักการใช้คำราชาศํพท์
ได้รับคำแนะนำจากเจ้าหน้าที่สำนักพระราชวังบอกว่า ที่ถูกต้องจะต้องใช้คำว่า "แสดงความจงรักภักดี" เช่น "ประชาชนต่างออกมาเฝ้าฯ รับเสด็จฯ ริมสองฝั่งเจ้าพระยา เพื่อแสดงความจงรักภักดี" หรือ "ขอเชิญร่วมแสดงพลังความจงรักภักดี" หรือ "มีความจงรักภักดี" แบบนี้จึงจะถูกต้องตามแบบแผนการใช้อยากให้สื่อมีการตรวจสอบราชาศัพท์ก่อนใช้ และพี่น้องใช้คำนี้ในโอกาสต่อไปอย่างถูกต้องนะครับ ที่ถูกต้องใช้ "แสดงความจงรักภักดี" ไม่ใช่ "ถวายความจงรักภักดี"

9.“จุดเทียนถวายพระพร” “จุดเทียนชัยถวายพระพร” “จุดเทียนถวายพระพรชัยมงคลคำไหนใช้ถูกต้อง
ที่ผ่านมาเรามักคุ้นตากับการนำเสนอว่ามีพิธี จุดทียนชัยถวายพระพรซึ่งสำนักพระราชวังแจ้งว่าใช้ ผิด ควรทราบว่า ที่ถูกต้องใช้คำว่า "จุดเทียนถวายพระพรชัยมงคล" ซึ่ง เป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญ ในการพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่พสกนิกรชาวไทย ต่างพร้อมใจกันร่วมแสดงความจงรักภักดี โดยจะมีพิธีถวายเครื่องราชสักการะ และจุดเทียนถวายพระพรชัยมงคล ณ มณฑลพิธี ซึ่งมี มูลนิธิ 5 ธันวามหาราช เป็นองค์กรหลักในการจัดงาน
10.ไม่มีธรรมเนียมการใช้คำว่า "น้อมเกล้าฯ ถวายพระพรชัยมงคล"
ที่ผ่านมา พบว่ามีจำนวนมา ที่ใช้ข้อความการถวายพระพรชัยมงคลโดยใช้คำว่า "ข้าพระพุทธเจ้า ขอน้อมเกล้าฯ ถวายพระพรชัยมงคล" ซึ่งรูปประโยคนี้ ใช้ผิดครับ ควรทราบว่า ปกติเราจะไม่ใช้คำว่า "น้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวายพระพรชัยมงคล" เพราะคำว่า น้อมเกล้าฯ หรือ ทูลเกล้าฯ มีธรรมเนียมใช้กับการถวายสิ่งของ เท่านั้น เช่น ถ้าของนั้น ยกได้ ก็ใช้ว่า ทูลเกล้าฯ ถวาย หากของหนัก ยกไม่ได้ ใช้ว่า น้อมเกล้าฯ ถวาย ครับ

และควรทราบว่า การกล่าวขานถึง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ถูกต้องและงดงามนั้น สำนักพระราชวังได้ให้คำแนะนำ ควรใช้ว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวหรือ พระเจ้าอยู่หัวและไม่ควรใช้ว่า ล้นเกล้าล้นกระหม่อมซึ่งไม่มีความหมายอะไรเลย รวมถึงคำว่า "พ่อหลวง" ก็ควรหลีกเลี่ยง ทั้งนี้ เพราะเป็นภาษาถิ่นของชาวเขา แปลว่าผู้ใหญ่บ้าน และแท้จริงแล้ว ชาวเขาใช้คำแทนพระเจ้าอยู่หัวว่า "เจ้าพ่อหลวง" แบบนี้ สวยงาม เหมาะควรกว่า ดังที่โปรดเกล้าฯ พระราชทานชื่อโรงเรียนในภาคเหนือหลายแห่งว่า "พ่อหลวงอุปถัมภ์"
ส่วนการใช้คำ ในกรณีการกราบบังคมทูล ใช้สรรพนามเรียกพระองค์ท่านว่า "ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท" แทนตนว่า "ข้าพระพุทธเจ้า" และขานรับว่า พระพุทธเจ้าข้า/เพคะ
เครดิต  : ทิวสน ชลนรา 
ที่มาข้อมูลและภาพ : สำนักราชเลขาธิการ สำนักพระราชวัง, สำนักราชบัณฑิตยสภา, ราชองครักษ์, เว็บไซต์ photoontour.com, เรารักพระเจ้าอยู่หัว



 

Copyright @ 2015 Thai News.

Designed by Templateiy & CollegeTalks